ตอนผมเริ่มทำโฆษณาใน Facebook แรกๆในปี 2013 ต้นๆ ผมยังไม่เข้าใจตัว platform ดีครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้ทำ Adwords มาก่อน ผมก็เลยคิดว่ามันคงคล้ายๆกัน แต่ที่ไหนได้ครับ มารู้ตัวอีกทีก็เสียไปเกือบแสนแล้วครับ (เมื่อก่อนโฆษณา Facebook ราคาถูกกว่าตอนนี้เยอะครับ)

ผมมานั่งคิดดูแล้ว ก็มีหลายๆความผิดพลาดเหมือนกันครับที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ฮ่าๆ แต่ไม่ลองไม่รู้ครับ

วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์กับทุกๆคนให้ได้อ่านครับ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนที่ผมเคยทำ แต่ก็อย่ากลัวที่จะทดลองอะไรใหม่ๆนะครับ ถ้าคุณสงสัยว่า “เอ๊ อันนี้มันจะได้ผลรึเปล่าฟ่ะ?” ลองทำเลยครับ แต่อย่าใช้งบเยอะก็พอครับ

ผมบอกความลับให้เลยนะครับ “ทุกๆวันนี้ผมยังทำผิดพลาดอยู่เลยครับ” ใครๆก็ผิดพลาดได้ครับ ถึงแม้จะทำมานานเท่าไหร่แล้วก็ตาม คนเราต้องเรียนรู้กันไปตลอดทุกๆวันครับ

ในเมื่อเราเข้าใจตรงกันแล้ว จัดไปเลยดีกว่าครับ!

เทคนิค #1: เลือกรูปโฆษณาให้ดี

การทำโฆษณาใน Facebook จะรุ่งหรือจะร่วงนี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับรูปโฆษณาล้วนๆเลยครับ เพราะว่าคุณไม่ได้แค่แข่งกับโฆษณาอื่น แต่คุณแข่งกับ Youlike, รูปอัพเดทของเพื่อนเขา และ อะไรอีกหลายอย่างที่พร้อมที่จะดึงความสนใจกลุ่มลูกค้าของคุณไปตลอดเวลาครับ

เพราะฉะนั้นการเลือกรูปที่ดีคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณทำโฆษณา Facebook และได้ยอดขายเยอะๆครับ

3 เทคนิคการเลือกรูป + โบนัส 

คุณต้องเข้าใจก่อนครับว่าการเลือกรูปต้องเลือกยังไงให้ถูกต้อง ผมเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายรอบเหมือนกันครับ แต่ผมจะมาบอกคร่าวๆก่อนเลยแล้วกันครับ ว่าเลือกยังไงให้กลุ่มลูกค้าของคุณให้ความสนใจ

วิธีเลือกรูปที่ #1: เลือกรูปที่มีพื้นหลังที่มีสีเตะตา

เห็นไหมครับว่า Nike ใช้รูปที่มีสีที่ว่าถ้าเราเห็นแล้วเราต้องหยุดมองใช่ไหมครับ? อันนี้แหละครับคือหัวใจสำคัญเลย เราต้องทำให้ลูกค้าของเราหยุดมองครับ ไม่ให้เขาเลื่อนผ่าน การใช้สีที่เตะตาจะช่วยได้ครับ

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจครับ

   

วิธีเลือกรูปที่ #2: เลือกรูปที่สื่อถึงอารมย์ (ดี, ซึ้ง, เศร้า etc.)

เราเป็นมนุษย์ที่ขึ้นอยู่กับอารมย์ครับ ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณเป็นคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมย์แค่ไหน ผลวิจัยก็ออกมาแล้วว่าการตัดสินใจ 95% ทั้งหมดมาจากอารมย์ของเราในตอนนั้นครับ

ดังนั้นเราเลยต้องมาเลือกรูปที่ใส่แล้วจะสื่อถึงอารมย์ได้ครับ

โฆษณาแรกที่ผมอยากจะมาลองให้ดูก็คือตัวนี้ครับ

โฆษณานี้ใช้รูปคนที่มีความสุขครับ ตอนกลุ่มลูกค้าเลื่อนดู feed แล้วมาเจอโฆษณานี้ก็อาจจะสงสัยครับว่า “ทำไมคนในรูปถึงดูมีความสุขจัง”

อย่างที่ผมเคยบอกไปครับว่าหัวใจสำคัญของการทำโฆษณาใน Facebook ก็คือต้อง “ทำให้ลูกค้าหยุดดู” ให้ได้ครับ ถ้าหยุดไม่ได้ ก็เปล่าประโยชน์ครับ

อันนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ แต่อันนี้เป็นโพสต์ครับ ไม่ใช่โฆษณา

โพสนี้ใช้รูปที่ดีครับ เพราะว่าถ้าคุณเลื่อนมาเห็นครั้งแรกก็จะรู้เลยว่ามันเกี่ยวกับ “พ่อที่เสียใจ” กับอะไรสักอย่าง ทำให้ “คุณหยุดดู” เพื่ออ่านว่าอยากจะรู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไรใช่ไหมล่ะครับ?

วิธีเลือกรูปที่ #3: ใช้รูปที่แปลกตา

สมองคนเรามันทำงานแบบนี้นะครับ ถ้าสมองเราได้รับข้อมูลอะไรซ้ำๆเดิมๆตลอด (หรือข้อมูลที่สามารถเดาได้) สมองเราจะเบื่อและไม่สนใจครับ

เคยรู้สึกไหมครับว่าเล่นเกมส์ครั้งแรกทำไมสนุกจัง หลังจาก clear 2–3 รอบแล้วก็เริ่มเบื่อใช่ไหมครับ?

การใช้รูปโฆษณาก็เหมือนกันครับ คุณต้องใช้รูปที่กลุ่มลูกค้าคุณไม่คิดว่าคุณจะใช้ครับ หรือไม่ก็ใช้รูปที่มันดูแปลกตาครับ เหมือนรูปตัวอย่างข้างล่างเลยครับ

รูปนี้มันดูแล้วมันแปลกๆใช่ไหมล่ะครับ? เราเลยอยากจะลองหยุดแล้วดูสักหน่อยว่ามันคืออะไรกันแน่

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องรูปแล้วนะครับ ผมจะมาแถมเรื่องสีกันสักหน่อยแล้วกันครับ ผมอยากจะมาบอกว่าสีแต่ละสีมันสื่อถึงอารมย์อะไรบ้าง คุณจะได้นำเอาไปปรับใช้กับโฆษณาของคุณได้ครับ

เรามาดู infographic ตัวนี้ก่อนเลยดีกว่าครับ แล้วผมจะอธิบายและแปลความหมายให้ครับ

source: https://thelogocompany.net/blog/infographics/psychology-color-logo-design/

จะเห็นนะครับว่าสีแต่ละสี จะกระตุ้นอารมย์ที่แตกต่างกันออกไปครับ

สีเหลือง: รู้สึกไปในทางที่ดี, รู้สึกชัดเจน, รู้สึกอบอุ่น

สีส้ม: รู้สึกเป็นมิตร, รู้สึกอารมย์ดี, รู้สึกมีความมั่นใจ

สีแดง: รู้สึกตื่นเต้น, รู้สึกกระปี้กระเป่า, รู้สึกกล้า

สีม่วง: รู้สึกมีความคิดสร้างสัน, รู้สึกเผ้อผัน, รู้สึกมีสติปัญญา

สีน้ำเงิน: ความเชื่อถือ, รู้สึกว่าพึ่งพาได้, แข็งแกร่ง

สีเขียว: รู้สึกสงบ, รู้สึกถึงการพัฒนา, รู้สึกถึงสุขภาพ

สีเถา: รู้สึกถึงความสมดุล, รู้สึกกลางๆ, รู้สึกสงบ

ลองคิดดูนะครับ ว่าอยากจะให้โฆษณาของคุณสื่อถึงอารมย์แบบไหน แล้วเลือกสีนั้นเอาไปใช้กับโฆษณาของคุณดู

เทคนิค #2: ศึกษากลุ่มลูกค้าให้ดี

ตอนที่ผมทำ Adwords ตอนนั้นพึ่งแต่ headline แล้วก็ description นิดหน่อยในการทำโฆษณาใช่ไหมครับ? ถึงแม้จะเป็น Adwords Display ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมประมาทพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าใน Facebook ครับ

ผมทำๆไปถึงจะเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าที่อยู่ใน Facebook ถึงแม้จะเป็นคนๆเดียวกับที่กดคลิกใน Adwords ก็จะไม่ค่อยสนใจโฆษณาของผมขนาดนั้นครับ

ทำไมงั้นเหรอครับ? ก็เพราะว่าเขาเข้าไปใน Facebook เพื่อที่จะไป “ชิว” ครับ แต่ถ้าเขาไปค้นหาข้อมูลใน Google เขาอยากจะ “แก้ปัญหา” ครับ ผมไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็เลยยิงโฆษณาคล้ายๆกัน เสียเงินไปพอสมควรจนกว่าจะเข้าใจครับ

แต่ผมรู้สึกดีนะครับที่ผมทำพลาดไปเพราะว่าหลังจากนั้นก็ระมัดระวังตัวตลอด บอกเลยว่า Facebook ไม่ได้กินเงินผมง่ายๆละ ฮ่าๆ

วิธีการทำ research กลุ่มเป้าหมาย 

 ก่อนที่คุณจะเริ่มทำโฆษณาใน Facebook คุณต้องทำการบ้านก่อนครับ ต้องเข้าใจว่าลูกค้าของคุณเป็นใครและต้องการอะไร

เครื่องมือหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้ใช้มากๆก็คือ Audience insight ครับ ที่อยู่ใน Ad manager ครับ

ถ้าคุณจะดูว่า “ความสนใจ” ที่คุณจะใช้เจาะจงมีกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการของคุณหรือเปล่า ให้เข้าไปดูใน “page likes” ครับ ดูว่าเขาชอบเพจอะไรบ้าง

ถ้าเกิดว่า 5 อันดับแรกไม่ตรงกับธุรกิจ อันนี้อย่าใช้เลยครับ เพราะมันกว้างเกินไป ใช้ไปจะเสียเวลาและเงินเปล่าๆ

อีกทางหนึ่งที่คุณจะสามารถเดาว่าจะเจาะจงกลุ่มลูกค้าได้ยังไง ให้ใช้วิธีนี้ครับผม

ให้เอาตัวใจตัวเองไปใส่ลูกค้าดูครับ แล้วถามคำถามพวกนี้ครับ

  • ถ้าตรูจะหาสินค้าแบบนี้ ตรูจะกูเกิ้ลว่าอะไรดี?
  • ถ้าตรูมีความชอบเกี่ยวกับรถยนต์ ตรูจะติดตามเพจอะไร นิตยาสารอะไร?
  • ตรูจะอ่านบล็อกอะไร?

แบบนี้เป็นต้นครับผม พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับ?

เทคนิค #3: อย่าแก้ไขโฆษณาบ่อยเกิน

คนทำโฆษณาใหม่ๆก็คงจะรู้ใช่ไหมครับว่าตอนที่เราทำๆอยู่ เราจะคันไม้คันมือมากครับอยากจะเปลี่ยนนั้น แก้ไขนี้ เพราะว่าเห็นว่ามีคนเริ่มสนใจโฆษณาแล้ว

แต่นั้นแหละครับ คือข้อผิดพลาด เพราะจริงๆแล้ว เราต้องปล่อยให้โฆษณารันอย่างน้อย 2–3 วันก่อนที่จะแก้ไขอะไรได้ครับ

เพราะว่าถ้าคุณแก้ไขทุกๆชั่วโมง Facebook จะต้องมาดูโฆษณาคุณอีกว่าผ่านกฎหรือเปล่า แล้วแต่ละครั้งมันใช้เวลาพอสมควรครับ

ผมนี้ตัวดีเลยครับ ตอนทำใหม่ๆผมแก้ไขโฆษณาผมตลอดเลย “เห้ย แก้ตรงนี้น่าจะดี เพราะว่าไม่มีใครคอมเม้นเลย เติมคำนี้หน่อยแล้วกัน” อะไรแบบนี้ครับ แทบจะบ้าตาย ฮ่าๆ

วิธีแก้ไขปัญหานี้ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่อยากจะให้ระวังเรื่องนี้เท่านั้นเองครับ ไม่อยากจะให้แก้เยอะเกิน (over optimization) จนไม่เป็นอันจะทำอะไร

เพราะว่าบางทีกลุ่มลูกค้าตัวจริงของคุณกำลังหลับอยู่และยังไม่เห็นโฆษณาของคุณเลย คุณไปเปลี่ยนแปลง targeting จนตอนนี้เขาไม่สามารถเห็นโฆษณาของคุณได้แล้ว

เทคนิค #4: อย่าให้กลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป

การทำโฆษณาใน Facebook บางทีเราอาจจะคิดว่ามันไม่ได้ผล แต่จริงๆแล้วคนส่วนใหญ่แค่ไม่รู้ว่าเจาะจงกลุ่มลูกค้ายังไงเท่านั้นเองครับ

จริงๆแล้วการเจาะจง “ความสนใจ” ส่วนใหญ่มันจะไม่ตรงสักเท่าไหร่ครับ ทำไมงั้นเหรอครับ? เพราะว่าถ้าเกิดวันหนึ่งคุณเห็นรูปสิงโตแล้วมันน่ารักดี คุณก็เลยกดไลค์ ทั้งๆที่คุณไม่ชอบสิงโตเลย คุณก็จะถือว่าคุณเป็นคนชอบสิงโต (ในสายตา Facebook) ครับ

แรกๆผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าทำไมถึงได้คนมากดไลค์เพจและโพสเป็นคนที่ดูแล้วไม่น่าใจสนใจเพจที่ผมโฆษณาเลย

มารู้เข้าใจทีหลังครับว่าจริงๆแล้ว ระบบของ Facebook มันเป็นแบบนั้นนี้เอง

เทคนิคการทำให้กลุ่มเป้าหมายแคบลง 

คุณควรจะต้อง “รวบรวมความสนใจ” ครับ เช่น คุณต้องไม่เจาะจงเฉพาะคนที่ชอบ “สิงโต” แต่ต้องชอบสวนสัตว์ และเป็นคนที่ชอบเที่ยวด้วย

สำหรับที่ผมทำให้กับ Zozav ก็คือผมจะรวมความสนใจอย่างน้อย 3 อย่างครับ ลองดูในตัวอย่างนี้อยู่นะครับ

ในการทำแบบนี้คุณจะปกป้องโฆษณาของคุณไม่ได้คนที่ไม่สนใจในสิ่งที่คุณกำลังจะขายครับ เพราะถ้าคนเห็นโฆษณาคุณเยอะๆแล้วไม่กด (CTR ต่ำ) ค่าโฆษณาก็จะสูงไปด้วยครับ

อย่างที่ผมเจาะจง ผมทำแบบนี้ครับผม

  • กลุ่มลูกค้าต้องสนใจเสื้อยืด t-shirt ทั้งหลาย
  • และ สนใจการทำธุรกิจ
  • และ สนใจทำการตลาดออนไลน์
  • และ สนใจแฟชั่นด้วย

เห็นไหมครับ ถ้าเจาะจงแบบนี้ คุณจะได้คนที่สนใจโฆษณาของคุณจริงๆครับ จะไม่ได้เจาะจงแบบหว่านแหอีกแล้ว

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะ “รวมความสนใจ” แบบนี้ยังไงนะครับ ให้กดตรงนี้ครับ

มันจะออกมาอีกบล็อกหนึ่งให้คุณใส่ความสนใจเข้าไปครับ


ตาคุณไปลองแล้วครับ!

อย่างที่ผมบอกไปครับว่าใครๆก็ผิดพลาดกันได้ครับ แต่อย่าไปกลัวที่จะผิด เพราะว่าถ้าคุณกลัวที่จะผิด คุณก็ไม่เรียนรู้สักที

วันนี้ผมก็หวังว่าบทเรียนและความรู้จากข้อผิดพลาดของผมช่วยให้คุณทำโฆษณาของคุณได้ดีขึ้นนะครับ

ถ้ามีคำถามอะไร ไม่ต้องเกรงใจครับ จัดมาเลย ผมจะพยายามตอบทุกๆคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

สำหรับวันนี้ขอให้โชคดีและรวยๆขึ้นครับ!

คุณอยากอ่านบทความแนวนี้อีกมั้ย ?

ลงทะเบียนรับ GrowthBee Newsletter เพื่ออ่านบทความใหม่ ๆ ด้าน Data Science ก่อนใคร !!

เราสัญญาว่าจะไม่มีการแสปมใด ๆ ทั้งสิ้น และคุณสามารถยกเลิกรับข่าวสารตอนไหนก็ได้